SEO Trends 2021: 9 เทรนด์ SEO ที่ต้องรู้ พร้อมวิธีทำตามได้เลย

สวัสดีค่า 😊 วันนี้มาอัปเดตเทรนด์การทำ SEO เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสติดหน้าแรกของ Google ได้ในปี 2021 และสร้างยอดขายจาก Google ได้ในระยะยาวไปด้วยกันนะคะ โดยนอกจากจะได้ดูเทรนด์​ SEO ของปี 2021 แล้ว เมยังจะเติมวิธีการปรับเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้ดีกับ SEO ในหัวข้อนั้นๆ ไปด้วย อ่านจบแล้ว เอาแนวทางไปปรับเว็บไซต์ และคอนเทนต์ของตัวเองได้เลย หวังว่าจะมีประโยชน์ แต่ถ้าคุณยังโสดทักมาหาผมได้นะครับ (ไม่เกี่ยว!)

เทรนด์ที่ 1: เว็บไซต์ที่ Mobile-friendly และ Responsive สำคัญที่สุด

เทรนด์การทำ SEO ในช่วงหลังๆ ก็คือการหันมาใส่ใจด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งาน หรือ User Experiences มากขึ้นค่ะ และหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือการเริ่มใช้ Mobile-first indexing ในเดือนมีนาคมปี 2021 ซึ่งถึงจะเรียกว่าเป็น Mobile-first แต่จริงๆ แล้วเหมือนเป็น Mobile-only มากกว่าค่ะ เพราะตัว Mobile-first ก็เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว

วิธีการเช็กว่าเว็บไซต์ของเรา Mobile-friendly หรือยัง?

Mobile-Friendly Test Tool จาก Google

เราสามารถใช้เครื่องมือเช็ก Mobile-friendliness จาก Google เพื่อเช็กเว็บไซต์ของเราได้ง่ายๆ เลยค่ะ ด้วยการไปที่เว็บไซต์ https://search.google.com/test/mobile-friendly จากนั้นก็ใส่เว็บไซต์ของเราลงไป แล้วกด TEST URL ค่ะ ซึ่งวิธีนี้จะสามารถเช็กได้แค่ทีละหน้าเท่านั้นค่ะ

เช็ก Mobile-friendliness ของทั้งเว็บไซต์ด้วย Google Search Console

สำหรับตัว Google Search Console นี้ จะทำให้เราสามารถเช็กได้ว่า เว็บเราใช้งานบนมือถือได้หรือเปล่า โดยตรวจสอบได้ทีเดียวทั้งเว็บไซต์เลย (เว็บไซต์กรุงเทพก็ตรวจสอบได้นะ — หืม?) ไม่ต้องดูทีละหน้าค่ะ เข้าไปดูได้ที่ Google Search Console (ดูวิธีติดตั้ง Google Search Console ได้ฟรี)

วิธีปรับเว็บไซต์ให้ Mobile-friendly ทำยังไง?

  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันบนมือถือ และ Desktop รวมถึงการจัด Structure ต่างๆ ให้เหมือนกันไปเลยค่ะ ไม่ต้องแยกกัน คิดซะว่าข้อมูลทั้งหมด ก็คือแบบที่เราอยากให้คนเห็นอยู่แล้ว ไม่ว่าเข้าด้วยอุปกรณ์อะไรก็ตาม
  • ทำเว็บให้ Responsive และใช้งานได้บนทุกอุปกรณ์ โดยพวก WordPress Theme ใหม่ๆ ไม่น่ามีปัญหาเรื่องนี้แล้วนะคะ แต่ลองเช็กดูอีกทีเพื่อความชัวร์ ก็จะดีที่สุดค่ะ
  • พวกเว็บที่มีโดเมนแยก เช่น Facebook มี m.facebook.com กับ www.facebook.com ตัวนี้ไม่แนะนำ และ Google ก็บอกว่ามีบั๊คอยู่ ถ้าเข้าจาก Desktop ก็อาจจะเห็นเว็บ m. ได้ เพราะว่าเน้นดูด้วย Mobile อย่างเดียวแล้ว และจะไม่แก้บัคนี้ด้วย ดังนั้นเว็บไซต์ที่ใช้โดเมนแยกแบบนี้ ต้องหาทางจัดการเองค่ะ
  • ตัวหนังสือขนาดไม่เล็กเกินไป ทยอยปรับทีละ 2 ไซส์ก็พอค่ะ เช่นตอนนี้ไซส์ตัวหนังสือเป็น 14 อยู่ก็ปรับเป็น 16 แล้วมาเช็กใหม่อีกที ว่า Mobile-friendly หรือยังค่ะ
  • เมนูต่างๆ ที่คลิกได้ อยู่ไม่ใกล้กันเกินไปค่ะ พยายามให้มีช่องว่างระหว่างเรา เอ้ย ระหว่าง element ต่างๆ บนเว็บไซต์ เช่น รูป เมนู ปุ่มต่างๆ ค่ะ
  • ไม่มีป็อปอัปต่างๆ ขึ้นมาบังหน้าจอเยอะๆ เว็บไซต์ที่มีโฆษณา Adsense ต้องระวังมากๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ที่เข้าไปแล้ว มีป็อปอัปขึ้นมาให้แชทกับทีมงาน ต้องระวังไม่ให้บังหน้าจอเกินไป หรือไม่ก็ปิดป็อปอัปบนมือถือไปเลยค่ะ
  • โหลดได้รวดเร็ว เช็กความเร็วเว็บไซต์ได้ที่ Google PageSpeed Insights เลยค่ะ ถ้าแดงคือไม่ดี เหลืองคือกลางๆ ปรับได้ก็ปรับ ส่วนเขียวนี่หายากมากๆ ค่ะ โดยทั่วไปแนะนำอย่าต่ำกว่า 60 ค่ะ

เทรนด์ที่ 2: Core Web Vitals ปัจจัยวัดมาตรฐานประสบการณ์การใช้งานของเว็บไซต์ (Page Experiences)

ตัว Core Web Vitals (แปลเป็นไทยว่า ขอ-เว็บ-ไว้เถอะ 😂) อาจจะค่อนข้าง Technical นิดนึงค่ะ แต่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะ Google จะเอาเจ้า Core Web Vitals มาจัดอันดับ SEO ในเดือนพฤษภาคม 2021 ค่ะ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Page Experiences Update หรือความพยายามของ Google ที่จะเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เว็บไซต์ให้ดีขึ้นค่ะ เรียกได้ว่าตัว Page Experiences หรือ User Experiences จะมาแรงมากๆ แน่นอน โดย Google บอกว่า ไม่ได้ถึงขนาดจะเอาเว็บที่คะแนนไม่ผ่านออกไปเลย แต่ว่าก็จะเอามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดอันดับค่ะ ดังนั้นปรับได้ปรับไว้ก่อน ไม่เสียอะไร มี่แต่ข้อดีค่ะ

วิธีการเช็กว่าเว็บไซต์ของเราผ่านมาตรฐาน Core Web Vitals หรือยัง?

เช็กคะแนน Core Web Vitals ได้ฟรีด้วย Google PageSpeed Insights

ไปที่ https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/ แล้วใส่หน้าเว็บของเราที่ต้องการเช็กลงไป แล้วกด Analyze ก็จะสามารถเช็กคะแนน Core Web Vitals ของเว็บไซต์เราได้ฟรีๆ อย่างรวดเร็วเลย โดยคะแนน Core Web Vitals จะมีป้ายสีฟ้าๆ แปะอยู่ค่ะ ถ้าเป็นสีเหลืองยังพอโอเค ถ้าเป็นสีแดงต้องมาหาทางแก้กันค่ะ

เช็กคะแนน Core Web Vitals ได้ฟรีด้วย Google Search Console

ตัวนี้ง่ายมากๆ เลยค่ะ เข้าไปที่ Google Search Console ของตัวเอง แล้วก็ไปที่เมนู Core Web Vitals ทางซ้ายมือได้เลย ถ้าอยากดูเพิ่มก็กดไปที่ Open Report ค่ะ โดยแนะนำให้โฟกัสไปโดดยาง เอ้ย โฟกัสไปที่ตัว Mobile นะคะ เพราะ Google จะเริ่มใช้วัดคะแนนและจัดอันดับแค่บนมือถือก่อนค่ะ

วิธีปรับเว็บไซต์ให้ดีกับ Core Web Vitals ทำยังไง?

การปรับเว็บไซต์ให้ดีกับ Core Web Vitals นี่ค่อนข้างยากนิดนึงค่ะ แต่ละเว็บไซต์ก็จะมีปัญหาไม่เหมือนกัน เพราะว่าตัว Core Web Vitals ประกอบไปด้วย 3 ตัวคือ

  • First input delay
  • Cumulative layout shift
  • เลือกโฮสและ Theme ดีๆ ไม่ให้หนัก ช้า ไม่ล่มบ่อย
  • อย่าติดปลั๊กอินเยอะถ้าไม่ได้ใช้
  • ใช้ Lazy Load ช่วยได้ ส่วนตัวเมใช้ WP Rocket และ Imagify มาช่วยค่ะ

เทรนด์ที่ 3: E-A-T ไกด์ไลน์ที่ Google นำมาใช้เป็นหลักมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัว E-A-T นี่เริ่มมีคนพูดถึงเรื่อยๆ แล้วค่ะ และก็เริ่มเห็นในประกาศ ไกด์ไลน์ต่างๆ จาก Google บ่อยขึ้นเหมือนกันค่ะ โดยตัวนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยการจัดอันดับโดยตรงค่ะ แต่เป็นไกด์ไลน์ที่ Google เอามาใช้เพื่อให้ Quality Raters หรือคนที่คอยดูว่า Algorithm ของ Google ทำงานดีหรือเปล่า ไว้ใช้ดูค่ะ

วิธีทำคอนเทนต์ให้ดีกับ E-A-T ทำยังไง?

ความเชี่ยวชาญไม่สามารถสร้างในวันเดียวได้ ไม่ต่างอะไรจากการสร้างความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือในสายตาของ Google ที่ต้องใช้เวลาค่ะ มันเลยสำคัญมากๆ ที่เราจะเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพราะเริ่มช้า ก็ยิ่งสำเร็จช้า แต่ถ้าอยากเริ่มเป็นคนในสายตา ก็ทักมาได้เลย (ไม่เกี่ยว!) วิธีการเพิ่ม E-A-T ทำได้เองเลยค่ะ เช่น

  • เลือก Backlink ที่ดี พยายามอย่าหาลิงก์จากเว็บที่ดูมั่วๆ เป็นแสปม หรือพนันค่ะ หาลิงก์จากเว็บที่น่าเชื่อถือ เช่น ถ้าเราเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ แล้วมีโอกาสได้ลิงก์จากเว็บบอร์ด 100 อัน เทียบกับได้ลิงก์จากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข 1 อันเดียว การเลือกได้ลิงก์จากกระทรวงอันเดียวอาจจะดีกว่าค่ะ
  • ใช้ชื่อนามสกุลจริงในการเขียนคอนเทนต์ และใส่ชื่อคนเขียนลงไปในบทความเสมอค่ะ เพราะ Google อยากเลือกคอนเทนต์ที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นถ้าเราใช้ชื่อปลอม นามแฝง เช่น admin หรือเปลี่ยนชื่อคนเขียนคอนเทนต์ในเว็บเราไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีวันได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนั้นๆ ได้สักทีค่ะ
  • เพิ่มความโปร่งใสให้กับเว็บไซต์ ด้วยการใส่ข้อมูลติดต่อต่างๆ ลงไปในเว็บค่ะ ทั้งชื่อบริษัท เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล ให้ครบ ถูกต้อง และชัดเจน รวมถึงในหน้า “เกี่ยวกับ (About)” ก็ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท หรือเจ้าของเว็บไซต์ลงไปให้มากที่สุดค่ะ
  • พยายามให้คนพูดถึงเราในเรื่องนั้นบ่อยๆ ค่ะ เหมือนเวลาไปสมัครงานแล้วมีคนรีเฟอร์มานั่นแหละ ถ้ามีคนพูดถึงบ่อยๆ ว่าเราทำเรื่องนั้นได้ดี ก็จะช่วยเราดูเชี่ยวชาญขึ้นค่ะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญในวงการพูดถึงเราใน Twitter หรือเว็บไซต์จัดอันดับลิงก์มาว่าเราได้เป็นเว็บไซต์ที่ดีที่สุดในเรื่องนั้นๆ ค่ะ

เทรนด์ที่ 4: ไม่ต้องทำบล็อก ไม่โฟกัสที่คีย์เวิร์ด แต่ดู Search Intent

ปีนี้คำว่า Search Intent ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ เรียกง่ายๆ มันก็คือจุดประสงค์ของการค้นหานั่นเอง สมัยนี้ Google แทบจะไม่ได้ต้องการดูคีย์เวิร์ดมากแล้วค่ะ แต่เค้าจะเข้ามาดูข้อมูลของเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์โดยรวมเพื่อหาคำตอบให้ทุกการเสิร์ชได้อย่างเร็วที่สุด ดังนั้นแล้วเว็บไซต์ที่ขึ้นมาแสดงผลในหน้าแรกของ Google อาจจะไม่ได้คีย์เวิร์ดที่เราพิมพ์ลงไปแม้แต่คำเดียวเลยก็ได้ แต่อาจจะตอบคำถามของเราได้ค่ะ

วิธีทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent ยังไง?

  1. ลองเสิร์ชคำที่เราอยากได้ใน Google ก่อนค่ะ ว่าคอนเทนต์ที่ขึ้นมาเป็นแบบไหน (บทความ, วิดีโอ,​ รูปภาพ, เว็บไซต์ของแบรนด์, หน้าขายของ e-commerce​) แล้วค่อยทำคอนเทนต์ที่เหมาะกับบทความนั้นๆ เช่น จากภาพด้านล่าง เมเสิร์ชคำว่า “iphone unboxing” คอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็นวิดีโอ และมีรูปแทรกมา แสดงว่าคนเสิร์ชมี Intent ที่อยากดูวิดีโอ ไม่ได้อยากอ่านอะไรยาวๆ แบบนี้ถ้าเราอยากติดหน้าแรกของคำนี้ เราก็ควรทำวิดีโอค่ะ ถ้าเขียนบล็อกยังไงก็ไม่มีทางติดแน่นอน

เทรนด์ที่ 5: คอนเทนต์ยาว ลึก ครบ คุณภาพดี

สำหรับปัจจุบันและอนาคต เราจะไม่เน้นปริมาณแล้วค่ะ แต่เราเน้นคุณภาพ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปกับการอัปคอนเทนต์บ่อยๆ หรือเวลาจ้างคนทำงาน ก็อย่านับกันที่จำนวนบทความนะคะ ไม่ใช่ว่าจำนวนบทความที่เขียนให้เยอะคือคุ้มค่า หรือบทความราคาถูกแต่จำนวนมากจะดี แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคของการทำคอนเทนต์ที่ลึก ครบ และยาวค่ะ

วิธีทำคอนเทนต์ให้ลึก ครบ และมีคุณภาพยังไง?

การทำคอนเทนต์ให้ลึก คือการเขียนให้ครบทุกเรื่องให้จบในที่เดียวค่ะ เช่น เขียนรีวิวร้านอาหาร ก็ควรจะต้องมีราคา เบอร์โทร โลเคชัน ที่อยู่ เมนู ไม่ใช่มีแต่ชื่อร้านกับรูป เป็นต้นค่ะ มีเทคนิคง่ายๆ คือ

ดูคู่แข่ง

ลองเสิร์ชดูว่า สำหรับหัวข้อที่กำลังเขียนนั้น สิบเว็บแรกในหน้าแรกเค้าเขียนอะไรกัน แล้วเราต้องเขียนให้ครบทุกหัวข้อที่คนอื่นเขียน แต่เขียนให้ครบ ลึก และดีกว่าค่ะ

ใส่หัวข้อย่อย (Secondary Keywords เสมอ)

การใส่หัวข้อย่อยๆ ลงไปในบทความ นอกจากจะช่วยให้บทความของเราครบและลึกมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากกว่า 1 คำ ทำให้มีโอกาสสร้าง Traffic มากขึ้น จากการทำคอนเทนต์เดียวค่ะ ทำได้ง่ายๆ เช่น

เทรนด์ย่อยที่รู้ไว้ แต่ไม่ต้องโฟกัสมาก

ส่วนนี้คือส่วนที่อยากเพิ่มเติมให้ค่ะ บางอย่างเป็นฟีเจอร์ที่ออกมาหลายปีมากแล้ว Google ยังเทสเรื่อยๆ คนตื่นเต้นกันทุกปี แต่ก็ยังไม่มีอะไรใหม่ค่ะ หรือไม่ได้เป็น Game Changer ขนาดนั้น ติดตามกันไว้เป็นแนวทางก็พอ แต่ยังไม่ได้ปรับอะไรมากค่ะ บางส่วนก็เป็นฟีเจอร์ใหม่มากๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลมากพอว่าต้องทำอะไรต่อ แบบนี้ควรติดตามอัปเดตไว้เรื่อยๆ จะคอยอัปเดตในเพจเรื่อยๆ ด้วยค่ะ 🙂

Google Passage Ranking

ตัว Google Passage Ranking นี้ Google ปล่อยออกมาเมื่อตุลาคม 2020 นี้เองค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าว่า AI จะมามีบทบาทในการทำ SEO มากขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวนี้จะกระทบกับ 7% ของการค้นหาทั้งหมด ซึ่งเยอะมากๆ เลยค่ะ มันคือเวลาที่เราค้นหาข้อมูล แล้วมี Featured Snippets ขึ้นมา แล้วพอคลิกเข้าไป ก็จะมีไฮไลท์สีเหลืองๆ ให้ ว่าตัวหนังสือนี้มาจากส่วนไหนค่ะ ตัวนี้ Google ออกมาเพื่อจัดการกับเว็บที่ UX ไม่ดี เช่น เขียนเป็นพารากราฟเดียว เป็นพรืดยาวๆ จนหาไม่เจอว่าที่จะอ่านอยู่ตรงไหน ก็จะเอาอันนี้มาช่วยไฮไลท์ค่ะ

Featured Snippets ติดอันดับศูนย์บน Google

  • มี Secondary keywords เสมอ
  • แบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อสั้นๆ อย่าเขียนเป็นพารากราฟพรืดๆ ยาวๆ
  • ทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent
  • อันที่เพิ่มมาจะเป็นการตั้งหัวข้อเป็นคำถามค่ะ ตัวนี้เมมีเขียนบทความเรื่อง Featured Snippets แบบเต็มๆ ไว้ ตามไปดูเพิ่มกันได้นะคะ 🙂

การทำ SEO ด้วยรูปและวิดีโอ

จริงๆ ตัวรูปนี่ไม่มีอะไรมากค่ะ หลักๆ ก็คือ

  • ตั้ง Alt text ให้กับทุกรูป
  • ใส่ Title ที่ดีรูป แทนการตั้งเป็น FinalXX.png
  • เลือกรูปที่ชัด คุณภาพดี เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์
  • ถ้าอยากแอดวานซ์ เลือกใช้ CDN และ Lazy Load ได้ค่ะ
  • ใส่ Subtitle
  • แบ่งวิดีโอเป็นส่วนๆ เช่นสำหรับวิดีโอรีวิวไอโฟน ก็อาจจะเป็น วินาทีนี้พูดถึงจอไอโฟน วินาทีนี้พูดถึงที่ชาร์จไอโฟน
  • และสุดท้าย เวลาที่เอาวิดีโอมาใส่เว็บไซต์ ให้เอาเป็นลิงก์ Embed มา อย่าอัปโหลดวิดีโอลงเว็บไซต์ เพราะมันจะทำให้เว็บโหลดคอนเทนต์ได้ช้า ไม่ดีต่อ UX ค่ะ

Voice Search

การค้นหาด้วยเสียงนี่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 แล้วค่ะ คนพูดมาตลอดเลยว่าจะมาพลิกโฉมวงการเสิร์ช เมื่อปี 2017 เค้าคาดกันไว้ว่าภายในปี 2020 Voice Search จะเป็นครึ่งนึงของการเสิร์ชทั้งหมดค่ะ

Foodie. Product Owner. Writer. Digital Nomad. https://chalakornberg.com/

Foodie. Product Owner. Writer. Digital Nomad. https://chalakornberg.com/